เช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง ทำเองง่าย ๆ

จะสิ้นปีแล้วควร เช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง กับ 8 จุดที่สมควรเช็คสภาพรถกันก่อน ทำเองได้ง่าย ๆ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

8 จุดที่ควร เช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง

ใกล้จะสิ้นปีกันแล้ว วันนี้แอตมินจึงอยากแว๊บออกนอกเรื่อง เกมเดิมพัน กันสักหน่อย หลังจากทำงานหนักกันมาทั้งปี ก็คงจะใกล้เข้ามาแล้วกับ ช่วงวันหยุดยาว หลายคนก็คงมีมีแผนเดินทางกลับบ้านไปหาครอบครัว พาลูกไปเที่ยวช่วงหน้าหนาว หรือปีใหม่ หรือนัดเพื่อนฝูงไปเที่ยวพักผ่อน ซึ่งการเดินทางส่วนใหญ่นั้น ก็คงจะใช้รถยนต์กันเป็นหลัก ถ้าอยากให้การเดินทางไกลราบรื่น ปลอดภัย ไม่สะดุดเพราะปัญหารถเสียกลางทาง เราก็ควรเตรียมตัวให้พร้อม โดยการ เช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง

เช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง

ซึ่งการตรวจเช็คก็ง่าย ๆ ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ซึ่งขะมีจุดไหนที่ต้องเช็คบ้าง เรามาดูกัน

1. แบตเตอรี่รถยนต์

แบตเตอรี่ ซึ่งเป็นเหมือนหัวใจหลักของการสตาร์ทเครื่องยนต์ จะมีอยู่ 3 แบบ ได้แก่ แบบน้ำ แบบแห้ง และแบบกึ่งแห้ง 

  • แบตเตอรี่แบบน้ำ ควรต้องเติมน้ำกลั่น และดูแลเอาใจใส่เป็นประจำ เพราะเมื่อใช้ไปสักระยะ น้ำที่อยู่ภายในจะระเหยออกไป จึงต้องคอยหมั่นเช็ค หมั่นเติมอยู่เสมอไม่ให้ขาดและอย่าเติมล้นเกินไป 
  • แบตเตอรี่แบบแห้ง ไม่ต้องดูแลอะไรมาก แต่แบตเตอรี่แบบแห้งแท้ ๆ ราคาค่อนข้างสูง และอายุการใช้งานนั้นจะสั้นกว่าแบบน้ำ
  • แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง ซึ่งจะต้องเติมน้ำกลั่นปีละ 1-2 ครั้ง หากเราละเลยไม่เติมน้ำกลั่นก็อาจจะทำให้แบตเตอรี่เสียหาย และรถสตาร์ทไม่ติด

ควรตรวจดูสภาพของแบตเตอรี่ ว่าอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมใช้งาน หรือไม่ หมั่นทำความสะอาดคราบขี้เกลือที่ขั้วแบต ตรวจสอบความแน่นของขั้ว และฉนวนหุ้มสาย เช็คระดับน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนด และอย่าลืมเช็ควันหมดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ เพื่อให้แน่ใจว่ายังใช้งานได้ดีอยู่ไหม หมั่นสังเกตอาการ ถ้าเมื่อไหร่เริ่มสตาร์ทติดยาก แบตเตอรี่อาจหมดอายุการใช้งาน (โดยทั่วไป่จะมีอายุการใช้งานประมาณ 3 ปี) ควรเตรียมเปลี่ยนตัวใหม่ได้เลย

เช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง แบตเตอรี่รถ

2. ล้อ และยางรถยนต์

ล้อ และยางรถยนต์ เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ไม่ควรพลาด เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนส่วนหนึ่ง เกิดจากยางระเบิดขณะขับขี่ ดังนั้น ควรเช็คความดันลมยาง รอยแตกของยาง และความลึกหนาของดอกยาง

ซึ่งยางทั้ง 4 ล้อ รวมถึงยางอะไหล่ ควรอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ไม่รั่วซึม ไม่มีรอยแตกร้าว มีดอกยางเพียงพอ 

ส่วนล้อ ควรอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ ไม่บิดเบี้ยว และที่สำคัญ ต้องเช็คให้แน่ใจว่า ขันน็อตล้อจนแน่นหรือไม่

วิธีเช็คลมยางรถยนต์ ลมยางของแต่ละล้อ ควรอยู่ในปริมาณที่พอดีตามที่คู่มือประจำรถกำหนด ถ้ามีล้อไหนลมหายไปเยอะผิดปกติกว่าเส้นอื่น ควรรีบหาสาเหตุ และถ้ายางรั่วควรนำไปปะทันที 

วิธีเช็คความดันลมยางก็ง่าย ๆ สามารถวัดปริมาณลมยางได้โดยใช้เครื่องวัดลมยาง ที่มีให้บริการตามปั๊มน้ำมันต่าง ๆ เพราะจะเป็นเครื่องที่ทำงานอัตโนมัติ เพียงแค่ตั้งความดันที่ต้องการตรงตัวเครื่อง แล้วก็เสียบสายเติมลมยางได้เลย

ควรเช็คหน้ายางด้วย ว่ามีรอยฉีกขาด หรือรอยแตกหรือไม่ และมีดอกยางเหลือมากน้อยแค่ไหน ถ้าหน้ายางมีรอยแตกมาก หรือมีดอกยางเหลือน้อยเกินไป สภาพยางไม่ไหวแล้ว แนะนำให้คุณเปลี่ยนยางเส้นใหม่จะดีกว่า

เช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง ล้อและยาง

3. น้ำมันเบรก และระบบเบรก

ระบบเบรก เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการขับขี่ทางไกล ถ้าเบรกมีสภาพไม่สมบูรณ์ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ๆ ดังนั้น ควรสังเกตผ้าเบรก และเสียงเบรก ว่าอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ปกติหรือไม่ 

วิธีเช็ค คือ เหยียบเบรก แล้วฟังว่ามีเสียงดังผิดปกติหรือไม่ หากมี แสดงว่าผ้าเบรกอาจมีปัญหา หรือใช้งานจนบางเหลือน้อยแล้ว ควรเข้าอู่ให้ช่างแก้ไขโดยด่วน

ในส่วนของน้ำมันเบรก ควรเติมให้อยู่ระดับอยู่ระหว่าง Min กับ Max แต่ถ้าเห็นว่าน้ำมันเบรกพร่องหายไป ควรรีบหาสาเหตุความผิดปกตินั้นทันที หรือนำรถไปให้ช่างผู้ชำนาญเช็คสภาพรถก่อน และแก้ไขทันที เพราะจริง ๆ แล้ว ระบบเบรกเป็นระบบปิด น้ำมันเบรกจะไม่สามารถระเหยออกไปได้ เว้นแต่กรณีผ้าเบรกสึก หรือมีจุดรั่วไหลตามสายเบรค หรือปั๊มลมเบรค

4. ช่วงล่าง

การตรวจสอบช่วงล่างของรถยนต์ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากหน่อย เพราะต้องมีเครื่องมือ และอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม วิธีที่ดีสุดสำหรับการตรวจเช็คช่วงล่างด้วยตัวเอง ทำได้โดยสังเกตจากอาการของรถ ที่บ่งบอกว่าช่วงล่างกำลังมีปัญหา ดังนี้

  • การออกตัวรถ และกำลังหยุดรถ ทั้งการเดินหน้า และถอยหลัง ถ้ามีเสียงดังกึกกักเบา ๆ แสดงว่าบูชอาจจะมีปัญหา
  • เมื่อทดลองขับขี่บนถนนที่ขรุขระ จะมีเสียงดังกุกกัก แสดงว่าลูกหมากปีกนก อาจจะมีปัญหา
  • เมื่อลองขับขี่บนถนนที่ขรุขระ รถมีอาการสะเทือนขึ้นมาจนถึงพวงมาลัย แสดงว่าลูกหมากแร๊คอาจจะมีปัญหา หรือถ้าลูกหมากแร๊คแน่นอยู่แล้ว ยางรัดแร๊คก็อาจจะมีปัญหา
  • เมื่อลองขับขี่บนถนนเรียบทางตรง แล้วพวงมาลัยมีอาการเอียงไปด้านใด ด้านหนึ่ง แสดงว่าบูชปีกนกน่าจะมีปัญหา
  • เมื่อลองขับขี่ในทางตรง แต่รู้สึกว่าล้อไม่ตรง และไม่สามารถควบคุมให้รถนิ่งได้ แสดงว่าลูกหมากแร๊คอาจจะมีปัญหา
  • เมื่อลองขับขี่บนถนนขรุขระ อาการพวงมาลัยดึง และหลวม มีเสียงดังกุกกัก แสดงว่าลูกหมากคันชัก อาจจะมีปัญหา
  • โช๊ค ตรวจเช็คคราบน้ำมันบริเวณแกนโช๊คดู ว่ารั่วหรือไม่ เพราะระบบช่วงล่างทั้งหมดมีผลต่อการทรงตัว ในขณะขับขี่

อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณความผิดปกติ ที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ให้รีบนำรถเข้าศูนย์ หรืออู่ซ่อมรถเพื่อตรวจเช็คโดยด่วน อย่าฝืนใช้รถต่อไปเรื่อย ๆ เพราะผลเสียจะไม่คุ้มกันเลย

เช็คช่วงล่าง

5. น้ำมันเครื่อง

น้ำมันเครื่อง ช่วยหล่อลื่นให้เครื่องยนต์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ น้ำมันเครื่องที่ดีจะต้องผ่านการใช้งานไม่เกินระยะทางที่คู่มือกำหนด ระดับน้ำมันเครื่อง ควรจะต้องอยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งคุณสามารถตรวจเช็คได้จากก้านวัดน้ำมันเครื่อง

ควรหมั่นตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องอยู่เสมอ ทำได้โดยจอดรถให้อยู่แนวราบ เปิดฝากระโปรงรถ มองหาก้านวัดน้ำมันเครื่อง แล้วดึงก้านวัดขึ้นมา ใช้ผ้าเช็ดน้ำมันเครื่องที่ติดอยู่บนก้านวัด ทำการเสียบก้านวัดคืนจุดเดิม แล้วดึงขึ้นมาเพื่อเช็คอีกครั้ง ให้สังเกตตรงน้ำมันเครื่องที่ติดอยู่บนก้านวัด ควรอยู่ระหว่างขีด F กับ L แต่ถ้ามาก หรือน้อยเกินไป ควรเติมหรือลดน้ำมันเครื่องให้อยู่ในระดับที่สมควร

น้ำมันเครื่อง

6. น้ำมันเกียร์Auto น้ำมันคลัตช์ น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์

น้ำมันเกียร์Auto สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ จอดรถบนทางราบ และใส่เบรกมือ จากนั้นสตาร์ทเครื่องยนต์แล้วเปลี่ยนเกียร์ ไล่ไปตั้งแต่ตำแหน่ง P จนถึง L หรือ 1 เมื่อเปลี่ยนเกียร์แต่ละตำแหน่ง ให้ค้างไว้ที่ตำแหน่งนั้น ๆ สักครู่ แล้วค่อยเลื่อนเปลี่ยนเกียร์ถัดไป เสร็จทุกเกียร์แล้วจึงเลื่อนมา P หรือ N จากนั้นดึงก้านวัดระดับเกียร์อัตโนมัติออกมา แล้วเช็ดทำความสะอาดก่อน จากนั้นใส่ก้านวัดกลับเข้าไปที่เดิม แล้วดึงออกมาใหม่ คราวนี้สังเกตดูว่าระดับน้ำมันที่ติดออกมาอยู่ตรงตำแหน่งไหน ซึ่งถ้ายังอยู่ตรง H แสดงว่าระดับน้ำมันเกียร์อัตโนมัติปกติ

สำหรับรถเกียร์ธรรมดา ให้สังเกตระดับ Min กับ Max โดยระดับน้ำมันคลัตช์ ควรอยู่ระหว่างกลาง ไม่มาก ไม่น้อย ไปกว่าจุดที่กำหนด และถ้าเห็นว่าน้ำมันคลัตช์หายมากผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุ หรือนำรถไปให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็ค และแก้ไขทันที

ส่วนน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ มีวิธีเช็คแบบเดียวกัน ก็คือ ดูระดับ Min กับ Max ซึ่งควรไม่น้อย หรือเกินกว่าจุดที่กำหนด และถ้าระดับน้ำมันหายผิดปกติ ควรรีบตรวจหาสาเหตุ หรือให้ช่างแก้ไขทันที

น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์

7. หม้อน้ำ ท่อยาง และระบบหล่อเย็น

ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ ถือเป็นหัวใจหลักอีกส่วนหนึ่ง เพราะถ้ามีความร้อนสะสมในขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน บวกกับอุณหภูมิภายนอกที่ร้อนของประเทศไทย หากระบบระบายความร้อนไม่ดี หรือมีปัญหา ก็อาจทำให้เครื่องยนต์น็อคได้

ดังนั้น คุณควรควรตรวจสอบอยู่เสมอ เช็คระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อพัก และหม้อน้ำว่ายังมีน้ำอยู่ไหม เช็คว่าพัดลมหม้อน้ำ และมอเตอร์ ยังทำงานปกติหรือไม่ ตรวจสอบรอยรั่วของหม้อน้ำ ท่อยาง และข้อต่อต่าง ๆ หากตรวจพบว่ามีน้ำไหลซึม ควรรีบแก้ไขโดยด่วน

แนะนำให้ตรวจเช็คน้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำในตอนเช้า ๆ ก่อนที่จะสตาร์ทเครื่องยนต์ หรือเช็คในตอนที่เครื่องยนต์ไม่มีความร้อน จะดีที่สุด 

ส่วนการสังเกตความผิดปกติ ให้เปิดฝาหม้อน้ำ หรือถังพักน้ำสำรอง ดูสี และสภาพ ว่ายังดูดีอยู่ไหม ถ้าน้ำลดหายไป ควรเติมเข้าไปโดยใช้น้ำยาหล่อเย็น หรือใช้น้ำเปล่าสะอาด ผสมกันในอัตราส่วน 50/50 ลงในหม้อน้ำจนถึงขีด Max (กรณีฉุกเฉินเท่านั้น) และถ้าพบว่าสภาพน้ำมีสีส้มคล้ายสนิม ควรเปลี่ยนถ่ายทันที

รถบางรุ่นกำหนดระยะให้เติมน้ำยาหล่อเย็นทุก ๆ 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร รถบางรุ่นกำหนดไว้ที่ 100,000-200,000 กิโลเมตร หากมีการเช็คตามระยะอยู่เสมอ ระบบหล่อเย็นก็ไม่น่าจะมีปัญหา

เช็คหม้อน้ำ

8. ระบบไฟส่องสว่าง

ควรต้องเช็คระบบไฟส่องสว่าง และสัญญาณไฟต่าง ๆ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง โดยเฉพาะในเวลากลางคืน หรือเมื่อขับขี่ผ่านจุดที่มีแสงน้อย ควรตรวจเช็คระบบไฟทุกส่วน ทั้งไฟหน้าสูง ไฟต่ำ ไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว ไฟถอยหลัง ไฟตัดหมอก ไฟฉุกเฉิน ต้องใช้งานส่องสว่างได้ครบทุกจุด แสงต้องสว่างเต็มศักยภาพ ไม่มัว

วิธีเช็ค ให้ตรวจดูไฟส่องสว่างทุกดวง ว่าอยู่ในสภาพใช้งานปกติหรือไม่ หากจุดไหนไม่สว่างหรือติด ๆ ดับ ๆ ควรรีบนำรถไปให้ช่างแก้ไข หรือหาหลอดไฟใหม่มาเปลี่ยน

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้น เกี่ยวกับการ เช็คสภาพรถ ก่อนออกเดินทางไกล หากพบอะไรผิดปกติ ก็จงอย่ารอที่จะแก้ไข อย่างไรก็ตาม หากเป็นเรื่องที่เราไม่มีความรู้ ความชำนาญหรือไม่แน่ใจ ควรนำรถยนต์ไปเข้าศูนย์ หรือให้อู่ซ่อมรถที่เชื่อถือได้ ช่วยตรวจเช็คจะดีที่สุด 

ระบบไฟส่องสว่าง

นอกจากนี้ ปกติในช่วงวันหยุดยาว จะมีภาครัฐ และเอกชนต่าง ๆ ร่วมกันจัดตั้งจุดตรวจสภาพรถฟรีทั่วประเทศ คุณควรใช้โอกาสเช่นนี้ให้เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยต่อตัวคุณเอง และเพื่อนร่วมทางทุก ๆ คน อย่าลืม สล็อตออนไลน์ เล่นได้บนมือถือ ไปที่ไหนก็เล่นได้ สะดวกทุกที่ ทุกเวลา

queenclub
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก